ธรรมะพ้นทุกข์

ธรรมะพ้นทุกข์

ธรรมะของพระพุทธเจ้า ปฎิบัติแล้วพ้นทุกข์


ธรรมะพ้นทุกข์

บุญกุศลกับภพนี้และภพหน้าคนเราที่ได้เกิดมาบนโลกนี้นั้นมีหน้าที่ทางธรรมชาติๆท่านได้กำหนดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้วเนื่องจากเราได้ทำมาก่อนแล้วเมื่อภพที่แล้วภพนี้เราก็มารับผลของบุญกุศลที่ได้ทำไว้ก่อน(ตัวอย่างเมื่อวานนี้มีจริง วันนี้ถึงมี ฉะนั้นพรุ่งนี้ก็มีเช่นกัน) ฉะนั้นเราอย่าประมาทในการทำความชั่วเพราะมีผลของการกระทำในภพนี้จนถึงภพหน้า ฉะนั้นเราจงระลึกถึงแต่การกระทำทั้งกาย วาจา ใจแต่สิ่งที่ก่อให้เกิดบุญกุศล(พระพุทธเจ้าท่านสร้างบุญจนท่านปรินิพพาน ท่านก็ยังสร้างบุญจนสุดท้ายชีวิตของท่าน)

บุญกุศลช่วยอะไรเราได้ เนื่องจากความไม่รู้ของเราหรืออวิชาได้กระทำทุกสิ่งทุกอย่าง มีผลของการกระทำทั้งสิ้น(ทำอย่างไรรับผลอย่างที่ทำ)ฉะนั้นเราจงระลึกทุกขณะจิตว่า "ทำดีอย่าทำชั่ว"ความดีนั้นมีผลคือบุญ ท่านปฏิบัติจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปีจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต(ตัวอย่างถ้าท่านกำลังนอนป่วยอยู่ในห้องไอซียูICU กำลังใช้เครื่องหายใจ) แล้วท่านมีเงินล้านสิบล้านร้อยล้านพันล้านหมื่นล้านหรือแสนล้านอยู่ในธนาคาร แล้วอีกไม่นานท่านกำลังจะขาดใจและกำลังจะสละดวงจิตออกจากร่างของท่านแล้วทรัพย์สินเงินทองครอบครัวอื่นๆอีกมากมายช่วยอะไรท่านได้บ้าง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อท่านยังมีชีวิตท่านเพียรพยายามสร้างบุญกุศล ทำความดี เมตตา ปฏิบัติธรรม แด่เพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตายแล้วไม่ทำให้เขาทุกข์ใจเพราะการกระทำของเรา บุญกุศลที่ท่านได้สะสมจนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน**บุญกุศลนั้นก็จะมาประคับประคองดวงจิตของท่านสู่ความเย็นในจิตไม่ทุรนทุรายกลับไปสู่ภพหน้าเสมือนว่าได้ขนบุญกุศลหรือทุนใหม่ไปสู่ภพหน้า ตรงกันข้ามผู้ที่ทำแต่ความชั่วผิดศีลไม่ปฏิบัติธรรมถึงวาระสุดท้ายของชีวิตไม่เคยกระทำความดีไม่เคยสร้างบุญกุศลเลยดวงจิตนั้นมีแต่ความร้อนในดวงจิตก่อนจะตายก็ทุรนทุรายเปรียบเสมือนปลาโดนทุบหัวหรือไก่ หมู สัตว์กำลังถูกเชือดทรมาร ท่านทั้งหลายก็คงจะได้เคยเห็นและได้ยินมาตลอดแต่ด้วยความไม่รู้และดำเนินชีวิตด้วยความประมาท(อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้) แต่เราไม่มีปัญญามีแต่จะดำเนินชีวิตอย่างผิดศีล แล้วกลับไปแบบมือเปล่าไม่ได้ขนบุญกุศลไปเลยเวลากลับมาอีกครั้งทุนใหม่บุญกุศลใหม่ที่ไม่ได้ทำไว้เหมือนกับผู้ที่มาแบบมือเปล่าหรือไม่มีทุนมา แถมยังลำบากกายลำบากใจแล้วต้องชดใช้เวรกรรมเก่าที่ทำไว้ ผู้ฉลาดท่านรู้แล้วรีบมั่นเพียรสร้างบุญกุศลเพราะท่านรู้ว่าบุญกุศลจะเป็นทุนได้ในภพหน้า ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญ พร้อมดวงตาเห็นธรรม

ปฏิบัติธรรมแบบสั้นๆ ปฏิบัติแล้วพ้นทุกข์ ปฏิบัติแล้วร่ำรวย ปฏิบัติแล้วรุ่งเรือง1.ระลึกทุกขณะจิต ทำดีอย่าทำชั่ว(เพราะทำอย่างไรได้รับผลอย่างที่ทำ) ทั้งในที่ลับและในที่แจ้ง2.กระทำการใดๆจะต้องมี ศีล สมาธิ ปัญญา(มีสติคือการระลึกได้ตลอดเวลาทุกขณะจิต)3.ภาวนาในใจเราเมื่อใจกระทบอะไร(ทุกสิ่งทุกอย่าง) ดังนี้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนิจจัง(ไม่เที่ยง)ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์(ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก)ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นอนัตตา(มิใช่ตัวตน)ภาวนาวนไปวนมา100ครั้ง1000ครั้ง10000ครั้งหรือทั้งวันยิ่งดีถ้าเราปฏิบัติทุกขณะจิต ใจจะโปร่งดวงปัญญาก็จะเกิดขึ้นในลำดับต่อไปหมายเหตุ. ถ้าเกิดทุกข์ในจิตเราให้ภาวนาคำว่า ใจเป็นทุกข์หน๋อ ใจเป็นทุกข์หน๋อ ใจเป็นทุกข์หน๋อ (ภาวนามากๆจนใจสงบ)หมายเหตุ จงดำรงชีวิตด้วยความไม่ประมาทประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง สิ่งที่ได้มาแล้ว "แบ่งเก็บ แบ่งกิน แบ่งใช้ แบ่งทำบุญพร้อมกับมีความซื่อสัตย์ ขยัน อดทน ประหยัด" ชีวิตเกิดความสุขความเจริญ

 

 

ธรรมะลัดนิ้วมือ(ภาวนาปิดอายตนะทั้ง6 ไม่ให้กิเลสไปทำร้ายใจ)

 

ภาวนาปิด อายตนะ ทั้ง6(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ไม่ให้กิเลสไปทำร้ายใจ ภาวนาในใจเมื่อเกิดความทุกข์ในจิต กระทบอะไรก็ภาวนานั้นๆตัวอย่างเช่นกระทบที่ตาก็ภาวนาตา พร้อมพิจารณาไปด้วยพร้อมๆกัน ภาวนาเรื่อยๆจนกว่าจะเกิดดวงปัญญาในจิต(หรือเรียกว่าจิตรู้แล้ว)คือเราเข้าใจธรรมชาติที่แท้จริงแล้วใจเราก็คลายทุกข์ ใจเราไม่สงสัยคือโปร่งในดวงจิต

 

อายตนะ ทั้ง 6 ( ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ )

 

ตา

ตาสักว่าตา รูปสักว่ารูป เห็นสักว่าเห็น ใจไม่ต้องเกิดเวทนา รูปเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง รูปเป็นทุกข์-ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก รูปเป็นอนัตตา-มิใช่ตัวตน

หู

หูสักว่าหู เสียงสักว่าเสียง ได้ยินสักว่าได้ยิน ใจไม่ต้องเกิดเวทนา เสียงเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง เสียงเป็นทุกข์-ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก เสียงเป็นอนัตตา-มิใช่ตัวตน 

จมูก

จมูกสักว่าจมูก กลิ่นสักว่ากลิ่น รู้สึกสักว่ารู้สึก หอมก็ไม่ใช่ เหม็นก็ไม่ใช่-มันเป็นเช่นนั้นเอง ใจไม่ต้องเกิดเวทนา กลิ่นเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง กลิ่นเป็นทุกข์ – ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก กลิ่นเป็นอนัตตา-มิใช่ตัวตน

ลิ้น

ลิ้นสักว่าลิ้น รสสักว่ารส รู้สึกสักว่ารู้สึก ใจไม่ต้องเกิดเวทนา รสเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง รสเป็นทุกข์-ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก รสเป็นอนัตตา-มิใช่ตัวตน

กาย

กายสักว่ากาย ลมสักว่าลม โผฏฐัพพะสักว่าโผฏฐัพพะ ร้อนก็ไม่ใช่ เย็นก็ไม่ใช่-มันเป็นเช่นนั้นเอง ใจไม่ต้องเกิดเวทนา โผฏฐัพพะเป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง โผฏฐัพพะเป็นทุกข์-ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก โผฏฐัพพะเป็นอนัตตา-มิใช่ตัวตน

ใจ

 

ใจสักว่าใจ ธรรมารมณ์สักว่าธรรมารมณ์ รู้สึกสักว่ารู้สึก ใจไม่ต้องเกิดเวทนา ธรรมารมณ์ เป็นอนิจจัง-ไม่เที่ยง ธรรมารมณ์ เป็นทุกข์-ทนอยู่ในสภาพเดิมได้ยาก ธรรมารมณ์เป็นอนัตตา-มิใช่ตัวตน

หมายเหตุ : 

ธรรมารมณ์ คือ อารมณ์ อดีต ปัจจุบัน อนาคต

โผฏฐัพพะ คือ กระทบกาย

เวทนา คือ ใจยินดี ใจยินร้าย


 

โชคดีที่ได้เกิดมาเป็นลูกพระพุทธเจ้า

คนทุกๆคนทั้งโลกใบนี้ล้วนแต่ดิ้นรนเพื่อที่จะหาหนทางการพ้นทุกข์กันทั้งหมดตั้งแต่พระ หมอ นักกฎหมาย นักธุรกิจ มิจฉาชีพ เพียงแต่ละคนบุญเก่าหรือทุนเก่าที่ทำมานั้นไม่เท่ากัน บางคนก็สร้างบุญกุศลมาแล้วปฏิบัติแล้วพบหนทางอย่างง่ายโดยมีอุปสรรคน้อยหรือมาก,แต่บางคนกว่าจะพบหนทางการดับทุกข์ก็ตอนอยู่ในห้องไอซียู ICU ,บางคนอาจจะต้องลำบากทั้งกายลำบากใจต้องหาเงินจำนวนมากๆเพื่อที่จะดับทุกข์ในจิตในใจ,บางคนก็ไปเสียเวลากับการถูกกิเลสครอบงำจิตใจกว่าจะหลุดพ้นจากกิเลสก็แทบทั้งชีวิตของการที่ได้เกิดมาในโลกใบนี้กว่าดวงตาจะเห็นธรรมก็เป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต พระพุทธเจ้าท่านปฏิบัติเพียรพยายามเพื่อนำผลของการปฏิบัตินำมาให้ชาวโลกได้ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์ในจิตในใจ  เราเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดของที่สุดที่ได้รับส่วนบุญกุศลที่พระพุทธเจ้าได้มอบสมบัติอันล้ำค่ายิ่งกว่ามีเงินแสนล้านบาทเพราะทรัพย์สินเงินทองไม่สามารถดับทุกข์ได้เลยมีแต่เพิ่มทุกข์แต่สิ่งที่พระพุทธเจ้ามอบให้นั้นไม่ต้องลงทุนไม่ต้องเสียเงินปฏิบัติที่จิตล้วนๆ(โดยไม่ติดอภินิหาร)ก็สามารถดับทุกข์โดยสิ้นเชิง รู้แล้วยังชักช้าสงสัยกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้มอบไว้ให้ชาวโลกปฏิบัติ สุดท้ายขออวยพรให้ท่านทั้งหลายดวงตาเห็นธรรมทั่วกันพร้อมให้มีความสุขความเจริญยิ่งๆ 

 

หลักคำสอนของ พุทธทาส : http://www.buddhadasa.com/ 

หลักคำสอนของ หลวงพ่อชา : http://www.ubu.ac.th/wat/

ติดตามได้ที่ https://www.facebook.com/dhamma2501